หน้าแรก arrow บทความทางธรรม arrow ดับข้อง....ไขใจ 12

ดับข้อง....ไขใจ 12 PDF พิมพ์ อีเมล์





การทำสมาธิจะทราบได้อย่างไรว่าเราได้ฌานอะไรชื่อว่าเป็นตัววัด ?

การทำสมาธิเมื่อได้ฌานนี้เราจะรู้สึกได้ว่าเมื่อตัวเองสงบก็จะรู้ว่าสงบ  ตัวเองไม่สงบก็จะรู้ว่าตัวเองไม่สงบ  ตัวเองมีปัญญาก็จะรู้ว่าตัวเองมีปัญญา  ที่วัดได้คือตัวปีติ ปีติเกิดขึ้นจะขนลุก  ตัวจะเบา  น้ำตาจะไหล จะรู้ได้อย่างไร ว่าได้ “ฌาน”



บางคนเหมือนตัวลิ่วลอยไปได้ ต้องมีปัญญาสังเกตว่าปีติดับไปอะไรเกิดขึ้น...  ก็มีสุขเกิดขึ้นนี่เรารู้แล้ว่าสุขเกิดขึ้นกับเรา  สุขดับไป  จิตเฉย  ใครจะด่าใครจะว่าจะยืน  จะเดิน  จะนั่ง  จะนอน  จิตเราเฉย  นี่เรารู้แล้วว่าองค์ธรรมอุเบกขาเกิดขึ้นกับเรา 
ทำสมาธินี่จึงรู้องค์ฌานเกิด  เราพิจารณาตัวนี้ได้เราจึงจะรู้ว่าองค์ฌานเกิดขึ้นกับเรา
..........................................................................................................................................................................

“ฌาน” กับ “ญาณ” ต่างกันไหม

 “ฌาน”   กับ   “ญาณ”  แตกต่างกันอย่างไร  ?
 “ฌาน”  คือ  เอาจิตตั้งไว้จุดใดจุดหนึ่งดูลมหายใจหรือเอาจิตตั้งไว้กับกลางกายหรือกลางหน้าผาก แล้วก็เกิดปีติ สุขเอกัคคตา  ก็รับอารมณ์เฉยไว้ไม่ให้ปรุงแต่งอย่างอื่น  คือ  กำหนดรู้อยู่เรื่อย  หรือจิตมันเกิดความสงบผ่องใสอยู่เรื่อย นั่นเรียกว่า  “ฌาน” 

“ญาณ”  นั้นหมายถึงเมื่อพิจารณาดูจิตรู้สภาวะจิตมากขึ้น ๆ แล้ว  เข้าใจแยกกายแยกจิตได้  เมื่อเข้าใจจิตมากขึ้นแล้ว  ญาณก็เกิดขึ้นปัญญาก็เกิดขึ้น  ต้องไปรู้เรื่องจิตตัวเองจึงจะเกิดญาณเกิดปัญญาญาณนี้คือปัญญา  รู้ความสงบ  ก็รู้แค่ฌาน  แต่ถ้ารู้เรื่องจิตนั้นจึงจะเป็นญาณ  นี่แตกต่างกันอย่างนั้น

ฌานนี้เหมือนกับแสงสว่างไม่เปลี่ยนแปลงอะไร   แต่คนที่สามารถทำให้แสงสว่างเป็นสีโน้นสีนี้ได้  ขยายความสว่างให้มากให้น้อยได้  นั่นญาณ  มีตัวปัญญาเข้าไปประกอบ  ไม่ใช่เกิดอยู่เฉย ๆ
..........................................................................................................................................................................

การทำสมาธิควรมี อะไรเป็นพื้นฐาน

การทำสมาธิให้ได้ประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ที่ทำควรมีอะไรเป็นพื้นฐาน  ?
ก็ มี ศีลบริสุทธิ์ เป็นพื้นฐาน  ทำสติให้มากขึ้น  ให้รู้ตัวเองอยู่ตลอดเวลา  แล้วก็พิจารณาสำรวจศีลตัวเองให้บริสุทธิ์  ก็ทำใจให้บริสุทธิ์อยู่เรื่อย

ขันธ์ ๕ อยู่ในตัวเรา  หรือตัวเรา อยู่ในขันธ์ ๕

หลวงพ่อคะ ... หนูอยากทราบว่าขันธ์ ๕ อยู่ในตัวเราหรือตัวเราอยู่ในขันธ์ ๕ คะ ?

ขันธ์ ๕ ก็อยู่ในตัวเรา  ตัวเราก็อยู่ในขันธ์ ๕  แต่ที่จริงถ้าแยกแล้วก็ตัวรู้นั่นแหละคือ รู้รูป  รู้เวทนา  รู้สัญญา  รู้สังขาร  รู้วิญญาณ  นั่นคือรู้ขันธ์ ๕  เราคือตัวรู้  ตัวเวทนานั่นแหละเรารู้เวทนา  เราไปรู้สัญญานั้นแหละเราไปรู้ขันธ์ ๕ เราไปรู้การปรุงแต่งนั้นคือสังขาร   เราไปรู้วิญญาณนั้นคือ รู้ขันธ์ ๕

ขันธ์ ๕ แยกนั้นได้  ขันธ์  ๕  เป็นอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา  รู้นั้นเป็นของเรา   แต่ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา  เกิดขึ้นได้เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
..........................................................................................................................................................................

จะให้เกิด  “ฌาน”  ได้เร็วจะต้องทำอย่างไร

ฌาน ๔ นั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าอันนี้เราได้ทำให้ถึงขั้นนั้นแล้ว   วิธีที่ทำให้เกิดฌานได้เร็วทำอย่างไร  ?  มีอะไรเป็นองค์ประกอบให้เกิดฌานได้ ?

ขึ้นอยู่กับบารมีและการตั้งใจทำ   แล้วก็กำจัดนิวรณ์ได้เร็ว  ความเพียรจะช่วยให้เราข้ามนิวรณ์ได้  ถึงจะง่วงเราก็พยายามข้ามง่วงให้ได้  นั่นจะได้ฌานเร็ว  ถ้าสงสัยก็พยายามพิจารณาว่ามันเป็นความคิด  ต้องทำจิตให้เป็นหนึ่ง  ก็ตัดความสงสัยไป   ท้อถอย  ก็พยายาม  ชนะใจท้อถอยให้ได้   ฟุ้งซ่านก็พยายามขจัดความฟุ้งซ่านด้วยการเดินจงกรม  หรือจิตเกิดพยาบาท ก็พยายามเจริญเมตตาให้ข้ามความพยาบาท

หรือจิตมีราคะเกิดความกำหนัดในรูปร่างหน้าตาเพศตรงกันข้าม  คิดถึงเสียง  รูป  รส  จนจิตไม่สงบก็พยายามกำจัดอารมณ์นั้น ๆ เมื่อเราข้ามนิวรณ์นี้ได้ปุ๊บ  ฌานก็เกิดขึ้น เหมือนกับว่าเรากำลังนั่งง่วงอยู่แล้วเราก็กลับตั้งตัวได้จิตก็สว่างขึ้น  ฌานก็จะเกิด

ฌาน ๔ คือ  วิตก  วิจาร  ปีติ  สุข  เอกัคคตา  เมื่อเอกัคคตา  คือ ละวิตก  วิจาร  ปีติ  ได้  จิตก็อยู่กับความสุข  กับเอกัคคตา  สามารถจะเข้าอนุโลมปฏิโลม  สุขกับเอกัคคตาได้อยู่เรื่อย  หรือถ้าเจริญปีติให้มากขึ้นก็กลับไปอยู่กับอุเบกขาได้อีกเป็นฌาน  คนไม่มีฌานก็นั่งไม่ทนความปวดเมื่อยมาขัดขวางหมดพอมีฌานเกิดขึ้น  ความปวดเมื่อยก็ดับไป  มีแต่ปีติสุข  เอกัคคตา
..........................................................................................................................................................................

จะมีคำสมาทานและบอกเลิกการธุดงค์อย่างไร

ถ้าจะถือธุดงค์  ๑๓  มีการสมาทานธุดงค์อย่างไรเวลาเลิก  ต้องมีคำบอกเลิกสมาทานอย่างไร ?

ธุดงค์นี้มีคำสมาทาน  ถ้าเราจะถือว่า  ข้าพเจ้าจะขอนั่งเป็นวัตรชั่ววันหนึ่งคืนหนึ่ง  พอสว่างแล้วก็ถือว่าหมดสมาทาน  หรือจะขออยู่ป่าเป็นวัตรอย่างนี้ เราก็สมาทานข้าพเจ้าขออยู่ป่าเป็นวัตรแล้วเราก็จะอยู่ป่าเรื่อยไป  ทีนี้เมื่อเราจะเลิกอยู่ป่าเราก็สมาทานธุดงค์ถอนสัจจะขึ้น แต่บางรูปก็ถือธุดงค์โดยไม่ต้องสมาทานก็ได้  เช่นเราฉันมื้อเดียวโดยไม่ได้สมาทาน  แต่ถ้าหากเราฉันสองมื้อเมื่อใดเราขาดธุดงค์เมื่อนั้น  ไม่ต้องถอน  มันถอนของมันเอง

หลวงพ่อสนอง กตฺปุญโญ

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >