|

การทำสมาธิจะทราบได้อย่างไรว่าเราได้ฌานอะไรชื่อว่าเป็นตัววัด ?
การทำสมาธิเมื่อได้ฌานนี้เราจะรู้สึกได้ว่าเมื่อตัวเองสงบก็จะรู้ว่าสงบ ตัวเองไม่สงบก็จะรู้ว่าตัวเองไม่สงบ ตัวเองมีปัญญาก็จะรู้ว่าตัวเองมีปัญญา ที่วัดได้คือตัวปีติ ปีติเกิดขึ้นจะขนลุก ตัวจะเบา น้ำตาจะไหล จะรู้ได้อย่างไร ว่าได้ ฌาน
บางคนเหมือนตัวลิ่วลอยไปได้ ต้องมีปัญญาสังเกตว่าปีติดับไปอะไรเกิดขึ้น... ก็มีสุขเกิดขึ้นนี่เรารู้แล้ว่าสุขเกิดขึ้นกับเรา สุขดับไป จิตเฉย ใครจะด่าใครจะว่าจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน จิตเราเฉย นี่เรารู้แล้วว่าองค์ธรรมอุเบกขาเกิดขึ้นกับเรา ทำสมาธินี่จึงรู้องค์ฌานเกิด เราพิจารณาตัวนี้ได้เราจึงจะรู้ว่าองค์ฌานเกิดขึ้นกับเรา ..........................................................................................................................................................................
ฌาน กับ ญาณ ต่างกันไหม
ฌาน กับ ญาณ แตกต่างกันอย่างไร ? ฌาน คือ เอาจิตตั้งไว้จุดใดจุดหนึ่งดูลมหายใจหรือเอาจิตตั้งไว้กับกลางกายหรือกลางหน้าผาก แล้วก็เกิดปีติ สุขเอกัคคตา ก็รับอารมณ์เฉยไว้ไม่ให้ปรุงแต่งอย่างอื่น คือ กำหนดรู้อยู่เรื่อย หรือจิตมันเกิดความสงบผ่องใสอยู่เรื่อย นั่นเรียกว่า ฌาน
ญาณ นั้นหมายถึงเมื่อพิจารณาดูจิตรู้สภาวะจิตมากขึ้น ๆ แล้ว เข้าใจแยกกายแยกจิตได้ เมื่อเข้าใจจิตมากขึ้นแล้ว ญาณก็เกิดขึ้นปัญญาก็เกิดขึ้น ต้องไปรู้เรื่องจิตตัวเองจึงจะเกิดญาณเกิดปัญญาญาณนี้คือปัญญา รู้ความสงบ ก็รู้แค่ฌาน แต่ถ้ารู้เรื่องจิตนั้นจึงจะเป็นญาณ นี่แตกต่างกันอย่างนั้น
ฌานนี้เหมือนกับแสงสว่างไม่เปลี่ยนแปลงอะไร แต่คนที่สามารถทำให้แสงสว่างเป็นสีโน้นสีนี้ได้ ขยายความสว่างให้มากให้น้อยได้ นั่นญาณ มีตัวปัญญาเข้าไปประกอบ ไม่ใช่เกิดอยู่เฉย ๆ ..........................................................................................................................................................................
การทำสมาธิควรมี อะไรเป็นพื้นฐาน
การทำสมาธิให้ได้ประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ที่ทำควรมีอะไรเป็นพื้นฐาน ? ก็ มี ศีลบริสุทธิ์ เป็นพื้นฐาน ทำสติให้มากขึ้น ให้รู้ตัวเองอยู่ตลอดเวลา แล้วก็พิจารณาสำรวจศีลตัวเองให้บริสุทธิ์ ก็ทำใจให้บริสุทธิ์อยู่เรื่อย
ขันธ์ ๕ อยู่ในตัวเรา หรือตัวเรา อยู่ในขันธ์ ๕
หลวงพ่อคะ ... หนูอยากทราบว่าขันธ์ ๕ อยู่ในตัวเราหรือตัวเราอยู่ในขันธ์ ๕ คะ ? ขันธ์ ๕ ก็อยู่ในตัวเรา ตัวเราก็อยู่ในขันธ์ ๕ แต่ที่จริงถ้าแยกแล้วก็ตัวรู้นั่นแหละคือ รู้รูป รู้เวทนา รู้สัญญา รู้สังขาร รู้วิญญาณ นั่นคือรู้ขันธ์ ๕ เราคือตัวรู้ ตัวเวทนานั่นแหละเรารู้เวทนา เราไปรู้สัญญานั้นแหละเราไปรู้ขันธ์ ๕ เราไปรู้การปรุงแต่งนั้นคือสังขาร เราไปรู้วิญญาณนั้นคือ รู้ขันธ์ ๕
ขันธ์ ๕ แยกนั้นได้ ขันธ์ ๕ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา รู้นั้นเป็นของเรา แต่ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เกิดขึ้นได้เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ..........................................................................................................................................................................
จะให้เกิด ฌาน ได้เร็วจะต้องทำอย่างไร
ฌาน ๔ นั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าอันนี้เราได้ทำให้ถึงขั้นนั้นแล้ว วิธีที่ทำให้เกิดฌานได้เร็วทำอย่างไร ? มีอะไรเป็นองค์ประกอบให้เกิดฌานได้ ?
ขึ้นอยู่กับบารมีและการตั้งใจทำ แล้วก็กำจัดนิวรณ์ได้เร็ว ความเพียรจะช่วยให้เราข้ามนิวรณ์ได้ ถึงจะง่วงเราก็พยายามข้ามง่วงให้ได้ นั่นจะได้ฌานเร็ว ถ้าสงสัยก็พยายามพิจารณาว่ามันเป็นความคิด ต้องทำจิตให้เป็นหนึ่ง ก็ตัดความสงสัยไป ท้อถอย ก็พยายาม ชนะใจท้อถอยให้ได้ ฟุ้งซ่านก็พยายามขจัดความฟุ้งซ่านด้วยการเดินจงกรม หรือจิตเกิดพยาบาท ก็พยายามเจริญเมตตาให้ข้ามความพยาบาท
หรือจิตมีราคะเกิดความกำหนัดในรูปร่างหน้าตาเพศตรงกันข้าม คิดถึงเสียง รูป รส จนจิตไม่สงบก็พยายามกำจัดอารมณ์นั้น ๆ เมื่อเราข้ามนิวรณ์นี้ได้ปุ๊บ ฌานก็เกิดขึ้น เหมือนกับว่าเรากำลังนั่งง่วงอยู่แล้วเราก็กลับตั้งตัวได้จิตก็สว่างขึ้น ฌานก็จะเกิด
ฌาน ๔ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา เมื่อเอกัคคตา คือ ละวิตก วิจาร ปีติ ได้ จิตก็อยู่กับความสุข กับเอกัคคตา สามารถจะเข้าอนุโลมปฏิโลม สุขกับเอกัคคตาได้อยู่เรื่อย หรือถ้าเจริญปีติให้มากขึ้นก็กลับไปอยู่กับอุเบกขาได้อีกเป็นฌาน คนไม่มีฌานก็นั่งไม่ทนความปวดเมื่อยมาขัดขวางหมดพอมีฌานเกิดขึ้น ความปวดเมื่อยก็ดับไป มีแต่ปีติสุข เอกัคคตา ..........................................................................................................................................................................
จะมีคำสมาทานและบอกเลิกการธุดงค์อย่างไร
ถ้าจะถือธุดงค์ ๑๓ มีการสมาทานธุดงค์อย่างไรเวลาเลิก ต้องมีคำบอกเลิกสมาทานอย่างไร ?
ธุดงค์นี้มีคำสมาทาน ถ้าเราจะถือว่า ข้าพเจ้าจะขอนั่งเป็นวัตรชั่ววันหนึ่งคืนหนึ่ง พอสว่างแล้วก็ถือว่าหมดสมาทาน หรือจะขออยู่ป่าเป็นวัตรอย่างนี้ เราก็สมาทานข้าพเจ้าขออยู่ป่าเป็นวัตรแล้วเราก็จะอยู่ป่าเรื่อยไป ทีนี้เมื่อเราจะเลิกอยู่ป่าเราก็สมาทานธุดงค์ถอนสัจจะขึ้น แต่บางรูปก็ถือธุดงค์โดยไม่ต้องสมาทานก็ได้ เช่นเราฉันมื้อเดียวโดยไม่ได้สมาทาน แต่ถ้าหากเราฉันสองมื้อเมื่อใดเราขาดธุดงค์เมื่อนั้น ไม่ต้องถอน มันถอนของมันเอง
หลวงพ่อสนอง กตฺปุญโญ |