|

การฝากปัจจัยไปทำบุญ
ถาม เพื่อนของดิฉันไม่สามารถไปทำบุญที่วัดได้เพราะมีธุระ จึงฝากปัจจัยดิฉันไปทำบุญ ดิฉันก็ไปทำบุญตามเจตนาของเพื่อน แต่อดคิดไม่ได้ว่าถ้าดิฉันลืมนำปัจจัยไปทำบุญด้วยเหตุใดก็ตาม เพื่อนของดิฉันจะได้บุญหรือไม่
ตอบ เพื่อนฝากปัจจัยให้โยมนำมาทำบุญที่วัด บุญเกิดตั้งแต่นั้นแล้ว โยมจะนำมาทำบุญหรือไม่ เพื่อนโยมก็ได้บุญ เพราะจะทำบุญจึงได้บุญตามนั้น ถ้าโยมไม่เอาปัจจัยของเพื่อนไปทำบุญก็เป็นบาปของโยมเอง
อย่างไหนจะได้บุญมากบุญ
ถาม มักมีความขัดแย้งกันว่าทำทานกับคนยากจนดีกว่าทำบุญกับพระ ดิฉันไม่ทราบว่าทำบุญกับพระหรือทำทานกับคนยากจน อย่างไหนได้บุญมากกว่า
ตอบ ทำบุญกับผู้ที่มีศีลย่อมได้บุญมากกว่า มีหลักพิจารณาว่า ผู้ที่ทำบุญมีกาย วาจา ใจบริสุทธิ์บุญย่อมได้บุญมากถ้าวัตถุทานได้มาด้วยความบริสุทธิ์ทำใหทานนั้นได้บุญมาก ดังนั้นทำบุญกับพระจึงได้บุญมากว่าคนยากจน อย่างไรก็ตามจะทำบุญกับพระหรือทำทานกับคนยากจนก็แล้วแต่โอกาสอำนวยไม่เลือกทำเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง
ความดีที่ไม่ต่อเนื่อง
ถาม ผู้ที่ทำความชั่วจนผู้อื่นเอือมระอา แต่ก็ได้ดีมีคนบอกว่าเพราะบุญในอดีตชาติส่งผล ทำไมชาติก่อนเขาจึงทำบุญจนมีบุญจากชาติก่อนมาส่งผลในชาตินี้ แต่ชาตินี้ทำชั่วเหตุใดเขาจึงไม่สามารถทำความดีต่อเนื่องจากชาติก่อน
ตอบ ผู้ที่เคยทำความดีอดีตชาติและชาตินี้กลับทำชั่วเพราะเขาเกิดกิเลสใหม่ในกองกิเลสความชั่วมันมาปกปิดความดีในชาติก่อนจึงลืมของเก่าทำให้เขาทำความดีไม่ต่อเนื่อง ถ้าไม่ใครมาว่ากล่าวตักเตือนก็อาจกลับใจได้ถ้าหากเขามีนิสัย ถ้าไม่มีใครตักเตือนก็จะทำชั่วต่อไป เรื่องนี้กล่าวให้เข้าใจง่ายดังนี้
- อดีตทำดีปัจจุบันก็ทำดี เรียกว่า คนมาสว่างไปสว่าง - อดีตทำดีปัจจุบันทำชั่ว เรียกว่า คนมาสว่างไปมืด - อดีตทำชั่วปัจจุบันทำดี เรียกว่า คนมามืดไปสว่าง - อดีตทำชั่วปัจจุบันทำชั่ว เรียกว่า คนมามืดไปมืด
พุทธศาสนายกย่องคนมาสว่างไปสว่าง และคนมามืดไปสว่าง เพราะคนมาสว่างไปสว่างสามารถทำความดีได้ต่อเนื่อง เป็นผู้ไม่ประมาท ส่วนคนมามืดไปสว่าง ถึงแม้ว่าในอดีตทำไม่ดี แต่ปัจจุบันทำดี นับว่าเป็นความโชคดีที่มีโอกาสทำความดีได้
การทำสมาธิชั่วงูแลบลิ้น
ถาม ผมได้ยินเขาพูดกันว่า การทำสมาธิงูแลบลิ้นจะได้บุญกุศลมากกว่าการสร้างวัดเป็นจริงอย่างไรครับ?
ตอบ การรวมจิตให้เป็นสมาธิ การทำอย่างนั้นเป็นของยาก ขณะจิตรวมเป็นหนึ่งมัน ปล่อยวางหมดจึงเกิดบุญกุศลมาก ส่วนการสร้างวัดต้องขวนขวายหาปัจจัยสิ่งของมาสร้างเท่านั้น การสร้างวัดก็เป็นบุญเพราะเป็นการสร้างประโยชน์ การสร้างวัดก็ต้องทำใจให้เป็นบุญกุศล ไม่ทำให้ตนและผู้อื่นเดือดร้อน ทั้งนี้ควรทำให้ครบทั้งทาน ศีล ภาวนา เพื่อเกื้อกูลการปฏิบัติธรรม
สมาธิวิปัสสนากรรมฐาน
ถาม สมาธิวิปัสสนากรรมฐาน แตกต่างกันอย่างไร ?
ตอบ สมาธิก็คือการทำจิตใจให้สงบ สมาธิเป็นลักษณะของจิตที่รวมเป็นหนึ่ง ขั้นต้นเรียกว่า ขณิกสมาธิ คือสงบขณะหนึ่ง เวลาใจสงบเรียกว่าชั่วช้างสะบัดหู ชั่วงูแลบลิ้น อันนี้เรียกว่าทำจิตให้สงบ ถ้าตายตอนนั้นก็ไม่ตกนรก
นี่เป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ ฝึกชำนาญขึ้น สามารถทำใจให้สงบได้เร็ว สามารถจะทำให้เกิดสมาธิได้โดยความตั้งใจขณิกสมาธิฝึกให้สงบได้ครั้งชั่วคราว แต่อุปจารสมาธินี่เริ่มมีความสงบมากขึ้น ขั้นที่สาม อัปปนาสมาธิ คือสงบจนนิวรณ์ดับ หมายความว่า ใจเรานี้เยือกเย็นจนลืม ความทุกข์ใจได้ หมด ทุกข์กายก็ลืมทุกข์ใจก็ลืมคือดับทุกข์กายทุกข์ใจได้ ขณะที่เกิดอัปปนาสมาธิ เรียกว่าความสงบแนบแน่น เหมือนกับเราจำชื่อของเราไม่ลืม หรือเหมือนความประทับใจที่ทานอาหารแล้วอิ่มเกิดความสุขเมื่อทานอาหารอิ่ม คนที่ไม่ทำสามารถเหมือนกับคนหิวคนที่ยังไม่อิ่มยังเร่าร้อนอยู่ ฉะนั้นสมาธิมี ๓ ขั้นตอน
กรรมฐาน คือกายของเรานี้เป็นกรรมฐาน กรรมคือการงาน ฐานคือที่ตั้ง กรรมฐานคือการงานที่เราทำสมาธิ เช่น เราพิจารณาร่างกายเราว่า มีผม มีขน มีเล็บ มีฟัน มีหนัง พิจารณาองค์กรรมฐาน นั่นแหละกรรมฐาน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง หรือเรายกจิตเข้าสู่ลมหายใจ ลมเข้าพุทธ ลมออกโธ เขาเรียกว่าทำกรรมฐานคือทำให้จิตตั้งอยู่ที่ใดที่หนึ่ง เหมือนโยมเอาตัวไปนั่งตรงเสื่อนั่นคือฐาน แต่การปฏิบัตินั้นเป็นสิ่งเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เกี่ยวกันไป สืบเนื่องกันไปเริ่มต้นกรรมฐาน ต่อไปก็ทำสมาธิพอทำสมาธิ เป็นขั้นๆ ไปก็ถึงวิปัสสนา เกิดปัญญารู้ลึกขึ้นไปอีก
นวดพระ
ถาม ดิฉันเคยเห็น พระปฏิบัติรูปหนึ่งท่านก็ชราภาพมากแล้วมีผู้หญิงไปบีบนวดท่าน ทีแรกก็ตกใจ ก็ถามผู้หญิงที่บีบนวด เขาก็บอกว่าท่านบรรลุแล้ว ดิฉันจึงอยากเรียนถามว่า บาปไหมที่ไปบีบนวดแบบนั้น?
ตอบ ท่านไม่ยึดตัวตนแล้วก็ไม่เป็นไร ท่านปล่อยวางแล้วมันเป็นธาตุ ๔ แล้วคงไม่เป็นไร ถ้าเป็นบาปท่านก็ไม่ให้บีบนวดซี นั่นแสดงว่าท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านก็รู้ว่าไม่บาป ถ้ารู้ท่านก็ไม่บีบ เราก็ไม่ถามท่านนี่ ตอนหลังเจอก็ถามซิได้หายสงสัย
หลวงพ่อสนอง กตฺปุญโญ |